ประวัตินักบุญเปาโล

posted on 25 Feb 2009 14:33 by catholic

1.  ลำดับเหตุการณ์ชีวิตของเปาโล

2.          เปาโลเกิดที่เมืองทาร์ซัส ในแคว้นซีลีเซีย ประมาณปี ค.. 10 ในทศวรรษแรกของคริสตกาล จากครอบครัวชาวยิวเผ่าเบนยามิน มีสัญชาติโรมัน เมื่อเป็นหนุ่ม เปาโลศึกษาพระคัมภีร์อย่างละเอียดตามแบบของฟาริสีผู้เชี่ยวชาญ โดยเน้นธรรมบัญญัติของโมเสสเป็นพื้นฐาน หนังสือกิจการอัครสาวกกล่าวว่าเปาโลศึกษาเล่าเรียนที่กรุงเยรูซาเล็มกับกามาลิเอล ซึ่งเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น หนังสือกิจการอัครวสาวกยังบอกเราอีกว่าเปาโลเบียดเบียนพระศาสนจักรยุคเริ่มต้น มีส่วนรู้เห็นในการตายเป็นมรณสักขีของสเทเฟน

        เบียดเบียนคริสตชนชาวยิวที่พูดภาษากรีก ซึ่งแยกตัวจากลัทธิยิวที่เน้นพระวิหารกรุงเยรูซาเล็มเป็นศูนย์กลาง 3.    4.    แต่ขณะเดินทางไปยังเมืองดามัสกัส ประมาณปี ค.. 34 พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพปรากฏพระองค์ให้เปาโลเห็นและเปลี่ยนแปลงชีวิตของท่าน พระผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพทรงทำให้เปาโลเข้าใจความจริงของความเชื่อคริสตชน และทรงแจ้งว่าพระองค์ทรงเลือกสรรเขาให้เป็นอัครสาวกของคนต่างชาติ นับตั้งแต่นั้น เปาโลอุทิศชีวิตเพื่อรับใช้พระคริสตเจ้าผู้ทรงเลือกท่านให้ติดตามพระองค์ หลังจากที่ใช้เวลาระยะหนึ่งในอะราเบีย เปาโลกลับมายังเมืองดามัสกัส และเริ่มเทศน์สอนที่นั่น

 5.    ต่อมาในราวปี ค.. 39 ท่านเดินทางผ่านกรุงเยรูซาเล็มเป็นเวลาสั้นๆ แล้วจึงออกเดินทางไปยังซีเรียและซีลิเซีย จนกระทั่งบารนาบัสไปเรียกตัวมาที่เมือง    อันทิโอก และทั้งสองคนเทศน์สอนที่นั่น  การเดินทางเพื่องานธรรมทูตครั้งแรก (.. 45-49) เปาโลไปที่เกาะไซปรัส แคว้นปัมฟีเลีย ปิสิเดียและลิคาโอเนีย ท่านเริ่มใช้ชื่อกรีก เปาโลแทนชื่อยิว เซาโลในตอนแรกเปาโลเป็นเพียงผู้ช่วยบารนาบัส แต่ในการเดินทางเพื่องานธรรมทูตเปาโลน่าจะมีบทบาทมากจนกลายเป็นผู้นำบารนาบัส ต่อมาในปี ค.. 49 คือสิบสี่ปีหลังจากการกลับใจ เปาโลขึ้นไปกรุงเยรูซาเล็ม ท่านกับบารนาบัสได้รับการยอมรับว่าเป็นอัครสาวกของคนต่างชาติจากผู้นำพระศาสนจักรที่นั่น ซึ่งเป็น อัครสาวกของผู้ที่เข้าสุหนัตเราจะกล่าวถึงวันเวลาของการเดินทางเพื่องานธรรมทูตครั้งที่สอง (.. 50-52) และครั้งที่สาม (.. 53-58) ในภายหลังเมื่อจะพูดถึงจดหมายที่ท่านเขียนขึ้นในระหว่างการเดินทาง เปาโลถูกจับกุมที่เยรูซาเล็มในปี ค.. 58 และถูกนำไปจำคุกที่เมืองซีซารียาในแคว้นปาเลสไตน์จนถึงปี ค.. 60

9.    ในฤดูใบไม้ร่วงของปี ค.. 60 นั้น เฟสตัสซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการควบคุม    เปาโลส่งไปกรุงโรม เปาโลอยู่ที่กรุงโรมเป็นเวลาสองปี ข้อมูลแน่นอนเกี่ยวกับชีวิตของเปาโลจบลงที่นี่ ธรรมประเพณีโบราณซึ่งใช้ข้อมูลจากจดหมายเกี่ยวกับการอภิบาลเล่าว่าเปาโลถูกขังอยู่สองปี หลังจากนั้นคดีของท่านถูกยกฟ้องเพราะขาดพยานหลักฐาน เปาโลจึงเดินทางกลับไปทางตะวันออกอีกครั้งหนึ่ง ทั้งๆ ที่เคยวางแผนที่จะเดินทางไปเยือนสเปน (เราจะกล่าวในภายหลังว่า จดหมายเกี่ยวกับการอภิบาลทั้งสามฉบับนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากน้อยเพียงใด) ธรรมประเพณียังเล่าอีกว่า เปาโลถูกจองจำที่กรุงโรมอีกครั้งหนึ่ง และถูกประหารเป็นมรณสักขีในปี ค.. 67

2. อุปนิสัยของเปาโล

    ผู้อ่านเข้าใจอุปนิสัยของเปาโลและลำดับเหตุการณ์ในชีวิตของท่านอย่างชัดเจนจากจดหมายที่ท่านเขียนและจากหนังสือกิจการอัครสาวก

     เปาโลเป็นบุคคลที่อุทิศตนอย่างมาก มุ่งมั่นจะบรรลุถึงอุดมการณ์ไม่ว่าจะลำบากเพียงใด สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดสำหรับท่านคือพระเจ้า และในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้า เปาโลปฏิเสธการประนีประนอมทุกชนิด เพราะความเด็ดเดี่ยวท่านจึงเบียดเบียนผู้ที่ท่านถือว่าเป็นศัตรูของพระเจ้า และต่อมาได้เทศน์ประกาศพระคริสตเจ้าเป็นพระผู้ไถ่สากลโลกแต่พระองค์เดียว ท่านรับใช้พระไถ่พระองค์นี้อย่างสุดจิตสุดใจด้วยความเสียสละตลอดชีวิต หลังจากกลับใจท่านรู้ดีว่าตนได้รับมอบหมายให้ทำงานใด และไม่ยอมให้สิ่งใดมาขัดขวางการทำงานนั้น ไม่ว่าจะเป็นความยากลำบาก ความเหน็ดเหนื่อย ความทุกข์ทรมาน ความยากจน หรือการเสี่ยงตาย ความยากลำบากเหล่านี้มิได้ทำให้ความรักของท่านต่อพระเจ้าหรือต่อพระคริสตเจ้าลดน้อยลง ตรงกันข้ามกลับทำให้ท่านยินดีรับความยากลำบากดังกล่าว เพราะช่วยท่านให้คล้ายกับพระอาจารย์ผู้ทรงรับทรมานและถูกตรึงบนไม้กางเขน เปาโลรู้ดีว่ากระแสเรียกที่ท่านได้รับนั้นไม่เหมือนของผู้ใด ทำให้ท่านมีความใฝ่ฝันอย่างมาก แต่ไม่ทำให้ท่านหยิ่งยโส เปาโลภูมิใจในความรับผิดชอบดูแลกลุ่มคริสตชนหลายกลุ่ม แต่ยังมีความถ่อมตนโดยจริงใจ ท่านอ้างไว้ว่า ท่านทำงานธรรมทูตมากกว่าคนอื่น และยังกล้าเสนอตนเป็นแบบฉบับสำหรับคริสตชนที่ท่านสอนให้กลับใจ ท่านไม่เคยลืมว่า ตนเป็นอัครสาวกที่ไม่สมควรที่สุด เพราะเคยเบียดเบียนพระศาสนจักรของพระคริสตเจ้า กิจการใหญ่ทั้งหลายที่ท่านทำสำเร็จ ท่านเห็นว่าเป็นพระหรรษทานของพระเจ้าที่ทำงานในตัวท่าน

     เปาโลเป็นคนมีอารมณ์อ่อนไหวแสดงความอ่อนไหวต่อผู้ที่ท่านสอนให้กลับใจ มีความจริงใจต่อคริสตชนชาวฟีลิปปี มีความรักล้ำลึกสำหรับคริสตชนชาวเอเฟซัส แสดงความเกรี้ยวกราดต่อคริสตชนชาวกาลาเทียซึ่งกำลังจะละทิ้งความเชื่อ และความรู้สึกผิดหวังเมื่อรู้ว่าคริสตชนชาวโครินธ์เริ่มทะนงตนถือดีและมีความโลเล บางครั้งเปาโลพูดประชดคนที่ท่านเห็นว่ามีความเชื่อไม่ลึกซึ้ง บางครั้งพูดตรงไปตรงมา แต่ท่านทำเช่นนี้ก็เพื่อความดีของคนเหล่านั้น และหลังจากแสดงอารมณ์เหล่านี้แล้ว ท่านจะแสดงความอ่อนโยนใหม่อีกครั้งหนึ่ง มีความรู้สึกเหมือนบิดาหรือเหมือนมารดาก็ว่าได้ ปรารถนาอย่างมากที่จะแสดงความรักเหมือนแต่ก่อน

      เปาโลจะแสดงความโกรธอย่างดุดันต่อู้ที่ชักชวนคริสตชนของท่านให้หลงผิด ทั้งชาวยิวเคร่งศาสนา ซึ่งขัดขวางคริสตชนที่พูดภาษากรีกอย่างรุนแรงและต่อต้านเปาโลในทุกที่ที่ท่านไป และคริสตชน ชาวยิวที่ยังนิยมลัทธิยิวต้องการให้ผู้ติดตามพระคริสตเจ้าทุกคนถือตามธรรมบัญญัติของโมเสสอีกด้วย เปาโลไม่เคยเห็นแก่หน้าคนพวกนี้เลย แม้ว่าเปาโลไม่คิดว่าตนเป็นใหญ่ แต่ท่านรู้สึกว่าตนเป็นอาวุธซึ่งไม่มีผู้ใดต้านทานได้ที่พระเจ้าทรงใช้ปราบผู้ต่อต้านที่ทะเยอทะยาน หยิ่งยโสและมีจิตใจรักโลก ความจริงใจที่ไม่เห็นแก่ตัวของเปาโลเป็นอาวุธของพระเจ้า ผู้รู้เสนอแนวคิดว่าผู้คนที่เปาโลประณามอย่างรุนแรงนั้นคือบรรดาอัครสาวกอาวุโสที่กรุงเยรูซาเล็มเอง แต่ กท 2 บอกเราว่า เปาโลเคารพอำนาจของบรรดาอัครสาวกซึ่งปกครองดูแลกลุ่มคริสตชนชาวยิวในบริเวณกรุงเยรูซาเล็มอยู่เสมอ ขณะที่ท่านต่อต้านอิทธิพลของศิษย์บางคนของบรรดาอัครสาวกเหล่านี้ในกลุ่มคริสตชนที่มาจากคนต่างศาสนาซึ่งท่านก่อตั้งขึ้น เปาโลอ้างเพียงแต่ว่าท่านเป็นพยานถึงพระคริสตเจ้ามากเท่ากับที่คนเหล่านั้นเป็น แม้เมื่อขัดแย้งกับเปโตรแล้ว ท่าทีของท่านก็ยังมีลักษณะปรองดอง ท่านรวบรวมเงินบริจาคเพื่อคริสตชนยากจนในกรุงเยรูซาเล็ม เพราะต้องการพิสูจน์ว่า คริสตชนต่างชาติก็เป็นหนึ่งเดียวกันกับ   คริสตชนของพระศาสนจักรแม่อย่างแท้จริง แม้ว่าเงินบริจาคนั้นจะไม่ได้รับการตอบรับก็ตาม

3. เปาโลผู้เทศน์สอน

       สาระสำคัญของเรื่องที่เปาโลเทศน์สอนคือข่าวดีซึ่งบรรดาอัครสาวกประกาศสอน” (apostolic kerygma) คือการประกาศว่าพระคริสตเจ้าถูกตรึงกางเขนและกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายตามที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ คำสอนที่เปาโลเรียกว่าเป็นข่าวดี ของตนก็คือความเชื่อเดียวกันกับของบรรดาอัครสาวกอื่นๆ ต่างกันเพียงในเรื่องที่เปาโลไม่มีข้อจำกัดในการรับคนต่างชาติเข้าเป็นคริสตชน งานธรรมทูตครั้งแรกของเปาโลตามที่เล่าไว้ใน กจ 11 นั้น เริ่มขึ้นที่เมืองอันทิโอกในกลุ่มคริสตชนต่างชาติที่คริสตชนชาวยิวพูดภาษากรีกเทศน์สอนให้กลับใจคริสตชนชาวยิวพูดภาษากรีกเหล่านี้กระจายไปหลังจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อสเทเฟนถูกประหารชีวิตเปาโลยอมรับและบางครั้งยังอ้างถึงธรรมประเพณีของบรรดาอัครสาวก ซึ่งท่านรู้ดีว่ามีอยู่ก่อนแล้ว เปาโลคงไม่เคยพบกับพระเยซูเจ้าในเวลาที่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ในโลก แต่ท่านก็คุ้นเคยกับคำสั่งสอนของพระองค์ และกล่าวอ้างอย่างมั่นใจว่าได้เห็นพระคริสตเจ้าผู้กลับคืนพระชนมชีพไม่เพียงแต่เมื่อเดินทางไปเมืองดามัสกัสเท่านั้น แต่เห็นพระองค์หลายครั้งในโอกาสต่อๆ มาอีกด้วย ท่านยังได้รับการเปิดเผยโดยตรง เคยเข้าฌาน แต่ในเวลาเดียวกันท่านยังเรียกคำสอนที่ได้รับจากธรรมประเพณีของบรรดาอัครสาวกว่า เป็นการสื่อโดยตรงจากองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย

          ประสบการณ์เชิงฌานเหล่านี้มีบางคนคิดว่าเกิดขึ้นจากอารมณ์อ่อนไหวและไม่ปกติของเปาโล แต่ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เราไม่อาจชี้ชัดว่าโรคที่หน่วงเหนี่ยวตัวท่านไว้ในแคว้นกาลาเทียนั้นเป็นโรคใด สำนวนที่ว่า หนามที่แทงข้างตัวข้าพเจ้าอาจจะหมายถึงการเป็นศัตรูคู่อริอย่างต่อเนื่องของชาวยิวซึ่งเป็นพี่น้องของท่านตามธรรมชาติเปาโลไม่น่าจะมีจินตนาการมากนัก ตามที่เห็นได้จากการใช้ภาพเปรียบเทียบน้อยมาก และภาพที่ใช้ก็เป็นภาพธรรมดา เช่นการแข่งขันกรีฑาและทะเล เปาโลใช้ภาพพจน์เรื่องกสิกรรมและการก่อสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาจนมักจะนำเอามาปนกัน แต่อัจฉริยภาพของท่านอยู่ในการคิดตามเหตุผลมากกว่าในจินตนาการ แม้แต่เมื่อใช้อารมณ์เปาโลก็ยังคิดตามเหตุผลอย่างเคร่งครัดในการอธิบายคำสอนและรู้จักปรับคำสอนให้เข้ากับความต้องการของผู้ฟัง ความจำเป็นที่จะต้องปรับคำสอนให้เข้ากับโอกาสนี้ทำให้เปาโลนำ ข่าวดีที่บรรดา   อัครสาวกประกาศสอนมาวิเคราะห์อยู่ตลอดเวลาจึงเกิดเป็นเทววิทยาลึกซึ้งที่เราได้รับมาจนทุกวันนี้ เปาโลใช้เหตุผลอ้างตามวิธีการของอาจารย์ชาวยิวดังที่ท่านได้รับการฝึกฝน ในปัจจุบันเราอาจไม่คุ้นเคยกับการใช้

           เหตุผลลักษณะนี้ อัจฉริยภาพของท่านไม่ถูกจำกัดอยู่ในธรรมประเพณีที่ท่านได้รับถ่ายทอดมา วิธีคิดตามแบบโบราณเหล่านี้มิได้ทำให้คำสอนของท่านมีความลึกซึ้งน้อยลง  เปาโลเป็นชาวยิวได้รับการศึกษาพื้นฐานจากวัฒนธรรมกรีก ซึ่งคงจะได้รับในวัยเด็กที่เมืองทาร์ซัส อิทธิพลนี้เห็นได้ชัดเจนทั้งในวิธีการคิด และในวิธีการเขียนของท่านอีกด้วย บางครั้งท่านยกข้อความจากนักเขียนกรีก และคุ้นเคยกับปรัชญาลัทธิสโตอิกแบบชาวบ้าน ซึ่งท่านขอยืมความคิดบางอย่างมาใช้ เช่นเรื่องวิญญาณที่แยกจากร่างกายและถูกกำหนดไว้สำหรับอีกโลกหนึ่งใน 2 คร 5:6-8 หรือเรื่องบูรณภาพของจักรวาลใน คส และสูตรตายตัวต่างๆ เปาโลขอยืมวิธีการถามตอบสั้นๆ การรวมคำเข้าด้วยกันจากพวกไซนิกและสโตอิก ตลอดจนการใช้วลียาวๆ มารวมเรียงกันเป็นคลื่นลูกแล้วลูกเล่า ก็เคยมีใช้อยู่แล้วในวรรณกรรมทางศาสนาของกรีก ภาษากรีกเป็นภาษาที่สองของเปาโล ท่านใช้ได้คล่องแคล่ว แม้จะมีสำนวนเซมิติกแทรกเข้ามาบ้างบางครั้ง ภาษากรีกของเปาโลเป็นภาษากรีกสามัญที่ใช้กันทั่วไปในสมัยนั้น แต่อยู่ในระดับของผู้ไม่ได้รับการศึกษา เปาโลไม่เคยคิดพยายามที่จะใช้ภาษาสละสลวยแบบอัตติก และท่านจงใจไม่ใช้วาทศิลป์เพื่อผู้ฟังจะได้มีความเชื่อไม่ใช่เพราะรูปแบบของภาษาที่ใช้ แต่เพราะเนื้อหาของข่าวดีที่ต้องเชื่อและเพราะเครื่องหมายซึ่งพระจิตเจ้าทรงสัญญาจะประทานให้เพื่อรับรองข่าวดีนั้น การไม่สนใจในความสละสลวยของภาษาเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่บางครั้งเปาโลเขียนผิดไวยากรณ์ หรือเขียนไม่จบประโยค เหตุผลอีกประการหนึ่งคือ บางครั้งท่านคิดเร็วและใช้อารมณ์มากเกินไป เหตุผลประการที่สามคือ ตามปกติ เปาโลมักให้คนอื่นเป็นคนเขียนตามคำบอก ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติของสมัยนั้น จะมีข้อยกเว้นก็น้อยมาก ท่านเพียงแต่เขียนคำทักทาย ลงท้ายแทนการลงนามกำกับเท่านั้น มีข้อความบางตอนในจดหมายของเปาโลที่เขียนขึ้นโดยคิดและตริตรองเป็นเวลานาน แต่ส่วนใหญ่แล้ว จดหมายของท่านชวนให้คิดว่าเขียนขึ้นโดยฉับพลัน และไม่มีการทบทวนแก้ไขทั้งๆ ที่มีข้อบกพร่อง หรืออาจเป็นเพราะความบกพร่องทางวรรณกรรมที่ทำให้ประโยคของเปาโลมีชีวิตชีวาและมีความหมายหนักแน่น จดหมายของเปาโลอ่านเข้าใจยาก ความคิดลึกซึ้งที่รีบเขียนก็เข้าใจยากเสมอ แต่ข้อความบางตอนของเปาโลสื่อความหมายทางศาสนาและวรรณกรรมได้อย่างดีน่าพิศวง 

http://www.stpaul2000.com/stpaulhistory/stpaul.html